แชร์บทความนี้

ส่งต่อให้เพื่อนหรือทีมงานของคุณ

LINELinkedIn

ข้อมูลที่น่าสนใจ

Model

AI Capability Gap index for mapping occupation exposure

ใช้เล่าว่า AI ไม่ได้กระทบทุกงานเท่ากัน และ HR ควรวางแผน reskilling ตามลักษณะงาน ไม่ใช่ตามชื่อฝ่ายอย่างเดียว

OECD AI exposure measureเปิดต้นทาง
Graph

Top 10 fastest growing skills by 2030

ใช้เป็นกรอบ visual ว่าทักษะ AI and big data, cybersecurity และทักษะมนุษย์บางกลุ่มกำลังโตเร็วพร้อมกัน

World Economic Forum Future of Jobs Report 2025 infographicsเปิดต้นทาง
Trend

Skill gaps 63% and culture resistance 46% as top transformation barriers

ใช้ชี้ว่าโจทย์อัปสกิลไม่ใช่เรื่องหลักสูตรอย่างเดียว แต่ติดที่ manager, culture และ operating model ด้วย

World Economic Forum Future of Jobs Report 2025 workforce strategiesเปิดต้นทาง

OECD ออกอะไรเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026

OECD เผยแพร่ policy paper ชื่อ Skills in the AI age เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 โดยสรุปสาระสำคัญว่า AI สามารถเพิ่ม productivity สร้างงานใหม่ และช่วยตลาดแรงงานได้ แต่ผลกระทบจะไม่กระจายเท่ากันในทุกภาคส่วน พื้นที่ เมือง และระดับทักษะ นี่เป็นจุดที่สำคัญกับ HR มาก เพราะแผนพัฒนาคนที่ใช้สูตรเดียวทั้งองค์กรจะพลาดความต่างของงานจริงตั้งแต่ต้นทาง

รายงานยังเชื่อมไปยังงาน OECD AI exposure measure วันที่ 26 พฤษภาคม 2026 ซึ่งพัฒนา AI Capability Gap index เพื่อดูว่างานใดอยู่ใกล้ความสามารถของ AI ในปัจจุบันมากกว่า งานที่ใกล้ที่สุดมักเป็นงานประมวลผลข้อมูลแบบ routine งานธุรการ และงานที่ทำเป็นกติกาได้ชัด ส่วนงานที่ห่างกว่าเกี่ยวข้องกับ contextual judgement ความเข้าใจมนุษย์ การตัดสินใจซับซ้อน และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์

คำว่า AI skills ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเรียนเหมือนกัน

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือองค์กรรีบตั้งชื่อโครงการ AI upskilling แล้วให้ทุกคนเข้า course เดียวกันตั้งแต่ HRBP ถึง payroll admin ผลลัพธ์คือคนจำศัพท์ได้มากขึ้น แต่ทีมงานยังไม่รู้ว่าต้องเปลี่ยน workflow อะไร ใช้ข้อมูลชุดใด และจะวัดผลอย่างไรเมื่อ AI เข้ามาแตะงานจริง

ถ้าอ่าน OECD แบบแปลเป็นภาษาปฏิบัติ มันกำลังบอกว่าองค์กรควรแยกอย่างน้อยสามชั้นของความพร้อม ได้แก่ AI literacy พื้นฐานสำหรับพนักงานทั่วไป, workflow literacy สำหรับคนที่ต้องทำงานร่วมกับระบบใหม่ทุกวัน และ decision literacy สำหรับผู้จัดการที่ต้องตัดสินใจบนข้อมูลหรือคำแนะนำที่ AI ช่วยสรุปมาให้ ถ้าข้ามการแยกชั้นนี้ งบฝึกอบรมจะวิ่งเร็วกว่าความสามารถในการใช้งานจริงเสมอ

  • พนักงานทั่วไปต้องรู้ขอบเขตการใช้ AI, ความเสี่ยงของข้อมูล และวิธีตรวจคำตอบก่อนใช้
  • เจ้าของ process ต้องรู้ว่า step ไหนควรให้ AI ช่วย และ step ไหนต้องเก็บ human sign-off ไว้เสมอ
  • ผู้จัดการต้องอ่าน output ของ AI แบบเห็นทั้งโอกาสและข้อจำกัด ไม่ใช่เพียงรับผลลัพธ์มาอนุมัติ

World Economic Forum เสริมภาพจากฝั่งนายจ้างอย่างไร

Future of Jobs Report 2025 ของ World Economic Forum ซึ่งเผยแพร่วันที่ 7 มกราคม 2025 ช่วยเติมมุมมองจากฝั่งนายจ้างว่า skill gap ยังเป็นอุปสรรคอันดับหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ โดย 63% ของผู้ตอบแบบสำรวจมองว่านี่คือ barrier หลัก และอีก 46% มองว่า culture กับ resistance to change เป็นอุปสรรคใหญ่รองลงมา ข้อมูลนี้สำคัญเพราะ HR มักถูกขอให้แก้ปัญหาทักษะ ทั้งที่ต้นเหตุจำนวนมากอยู่ที่ operating model และวิธีทำงานของผู้จัดการด้วย

ในหมวด skills outlook รายงานเดียวกันระบุว่า AI and big data เป็นทักษะที่คาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุดไปถึงปี 2030 ขณะที่ leadership and social influence, resilience, flexibility and agility ก็เพิ่มความสำคัญชัดเจนเช่นกัน และเมื่อถามเฉพาะการรับมือ AI นายจ้าง 77% ระบุว่าจะ reskill/upskill คนเดิมให้ทำงานร่วมกับ AI ได้ดีขึ้น ข้อมูลชุดนี้สะท้อนว่าทักษะเทคโนโลยีล้วนยังไม่พอ ถ้า manager ไม่พร้อม ทีมก็ใช้ AI แบบกระจัดกระจายและกลับไปแก้ด้วย manual work อยู่ดี

ถ้า HR ต้องแปลข่าวนี้เป็นแผน 90 วัน ควรเริ่มตรงไหน

เริ่มจากจับกลุ่มงานเป็น role cluster แทนการใช้โครงสร้างหน่วยงานอย่างเดียว เช่น กลุ่มที่ทำงานเอกสารและประมวลผลซ้ำ กลุ่มที่ต้องวิเคราะห์และสื่อสารกับผู้บริหาร และกลุ่มที่ดูแลเคสอ่อนไหวของพนักงาน จากนั้นกำหนดว่าแต่ละ cluster ต้องการ AI literacy ระดับใด ต้องมี tool access อะไร และต้องมี guardrail แบบไหน

ขั้นถัดมาคือเชื่อม training เข้ากับ internal mobility ไม่ใช่ปิดโครงการเมื่อคนเรียนจบ หากองค์กรรู้แล้วว่างานบางประเภทจะถูก AI ช่วยมากขึ้น ก็ควรออกแบบทางย้ายงาน ยกระดับ scope งาน หรือปรับ KPI ของบทบาทนั้นไว้พร้อมกัน ไม่เช่นนั้นคนจะมองว่า upskilling เป็นภาระเพิ่ม แต่ไม่เห็นเส้นทางอาชีพที่ดีขึ้นตามมา

  • ทำ skill heatmap ระดับงาน ไม่ใช่ระดับหน่วยงานอย่างเดียว
  • แยกหลักสูตรสำหรับ employee, process owner และ people manager
  • เก็บ baseline ว่าก่อนใช้ AI ใช้เวลาเท่าไร ผิดพลาดตรงไหน และถามสถานะงานบ่อยเพียงใด
  • ออกแบบ mobility path สำหรับงานที่มีแนวโน้มเปลี่ยนเร็ว แทนการรอให้คนตกขบวนแล้วค่อยอบรม

สิ่งที่ควรถามก่อนขอ budget เพิ่ม

คำถามแรกคือเรากำลังอัปสกิลเพื่อให้คนใช้ tool ได้ หรือเพื่อให้ process ดีขึ้นจริง ถ้าตอบข้อแรกอย่างเดียว เราอาจได้ adoption ที่ดูดีใน dashboard แต่ไม่ลด cycle time หรือคุณภาพงานเลย คำถามที่สองคือใครบ้างที่ต้องเปลี่ยนวิธีตัดสินใจ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนหน้าจอ เพราะหลาย use case พังตรง manager ยังขอให้ทีม copy ข้อมูลจากหลายระบบไปให้เหมือนเดิม

คำถามสุดท้ายคือองค์กรจะพิสูจน์อย่างไรว่า training เชื่อมกับ business outcome จริง เช่น เวลาสรุปรายงาน HR ลดลงหรือไม่ จำนวนเคส self-service ที่พนักงานแก้เองได้เพิ่มขึ้นหรือไม่ และคนที่ผ่านการอบรมสามารถขยับไปทำงานมูลค่าสูงขึ้นได้จริงหรือไม่ ถ้าตอบสามคำถามนี้ไม่ได้ การอัปสกิลอาจยังเป็นกิจกรรมมากกว่ากลยุทธ์

ข่าวนี้บอกอะไรกับ HisTech reader

สำหรับผู้นำ HR และ HRIT ข่าว OECD รอบนี้ไม่ใช่ข่าวแนวโลกกำลังเปลี่ยนอีกแล้ว แต่เป็นสัญญาณว่าการวาง skill strategy ต้องลงลึกกว่าปฏิทินอบรมและชื่อหลักสูตร หาก AI กระทบงานไม่เท่ากัน แผนพัฒนาคนก็ควรแยกตามความเสี่ยงของงาน คุณค่าทางธุรกิจ และความพร้อมของผู้จัดการด้วย

สรุปสั้น ๆ คืออย่าเริ่มจากการถามว่าจะส่งใครไปเรียน AI course แต่ให้เริ่มจากถามว่างานไหนกำลังเปลี่ยน บทบาทไหนต้องตัดสินใจต่างจากเดิม และการเคลื่อนย้ายคนภายในองค์กรจะรองรับการเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างไร คำถามเหล่านี้อาจไม่หวือหวา แต่ช่วยลดความเสี่ยงของโครงการ AI ได้มากกว่าการไล่เก็บ certificate อีกหนึ่งใบ